ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา โควิด-19

4 เมษายน 2020

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของคนทั่วโลก แต่เศรษฐกิจทั้งระบบได้รับผลสะเทือนไม่แพ้กัน

คำสั่งให้ประชาชนกักตัวเองที่บ้านเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และการให้บริการต่าง ๆ ก็ต้องหยุดชะงักลง มาตรการนี้อาจช่วยให้คนปลอดจากโรค แต่ในเวลาเดียวกันคนที่พึ่งพิงการขับเคลื่อนของธุรกิจเหล่านั้นก็ต้องขาดรายได้ไปด้วย

แต่ในภาวะวิกฤติแบบนี้ จะมีธุรกิจใดบ้างที่ยังยืนอยู่ได้ บีบีซีไทยได้รวบรวมหัวข้อธุรกิจต่าง ๆ ที่ยังเป็นที่ต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา พนักงานส่งอาหารของแอปพลิเคชันหนึ่งเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาที่กระแสข่าวและความกังวลเกี่ยวกับโรคโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น การสั่งปิดสถานประกอบอย่างห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารแบบรับประทานในร้าน เป็นการชั่วคราว ทำให้ผู้คนไม่อยากออกไปนอกบ้าน

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา

นั่นทำให้พนักงานส่งอาหารอย่างเขาทำรอบขับรถมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารได้เพิ่มขึ้น จากประมาณ 15 เที่ยว เป็น 20 เที่ยวต่อวัน หรืออาจสูงถึง 25 เที่ยวหากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ชื่อว่า James Ttr Theptarin ได้โพสต์ข้อความ และภาพแสดงรายได้จากการเป็นผู้รับส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารพร้อมรับประทานให้กับแอปพลิเคชันหนึ่ง ชี้ว่าเขามีรายได้กว่าครึ่งแสนบาท จากการรับส่งสินค้านาน 15 วัน

ผู้โพสต์ข้อความนี้บอกว่าอยากให้กำลังใจผู้ที่ทำงานประเภทเดียวกันว่าถ้าขยันและตั้งใจ จะมีรายได้เข้ามามากกว่าปกติในช่วงนี้

ก่อนที่รัฐบาลจะมีคำสั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในเวลาที่กำหนด บริษัทหลายแห่งขอให้พนักงานเดินทางไปทำงานในที่ทำงานตามปกติ บางบริษัทพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในที่ทำงาน จึงต้องพึ่งบริการบริษัทรีบฉีดยาฆ่าเชื้อ

และนั่นทำให้จรินทร์ วัยวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท พาวเวอร์ เพสท์ กรุ๊ป ที่ดำเนินงานด้านการฉีดยากำจัดแมลง ปลวก และยุงมาเป็นเวลาหลายสิบปี เล็งเห็นช่องทางใหม่ในการประกอบธุรกิจทันที จากเดิมที่รับกำจัดแมลงอย่างเดียว

“เรามีอุปกรณ์ที่เอาไว้พ่นน้ำยาทั้งแบบละอองฝอยและแบบหมอกควัน ซึ่งวิธีการทำงานถือว่าเป็นแบบเดียวกัน เราแค่ต้องสั่งน้ำยามาใหม่เพื่อการฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ” จรินทร์อธิบาย

“ปกติเราก็มีลูกค้าที่ทำสัญญาประจำ และมีแบบโทรมาฉุกเฉินเป็นรายครั้งเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 10 ครั้ง แต่ช่วงนี้ภายในไม่ถึงอาทิตย์เรามีคนติดต่อให้ไปช่วยพ่นยาฆ่าเชื้อกว่า 20 ครั้งแล้ว”

“คิดว่าหลังจากที่เหตุการณ์จบลง เราจะเพิ่มบริการใหม่เป็นการพ่นยาฆ่าเชื้อให้ตามโรงภาพยนตร์และห้างร้านต่าง ๆ ต่อไป”

สำหรับลูกจ้างที่หันมาทำงานที่บ้านท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวเช่นปัจจุบัน ทำให้ช่างแอร์อย่างสุธี วิโรจจิตนชัย ถูกเรียกใช้บริการบ่อยขึ้นกว่าเดิมมาก

“ช่วงนี้มีคนเรียกให้ผมไปล้างแอร์บ่อยขึ้น ปกติช่วงเริ่มเข้าหน้าร้อนก็จะมีคนโทรเข้ามามากอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ถือว่าเยอะขึ้นกว่าเดิมกว่าเท่าตัว” สุธีกล่าว

“แต่การทำงานในช่วงนี้ก็ลำบากหน่อย ผมและลูกน้องก็ต้องป้องกันตัวเองอย่างดีเพราะเราเจอคนหลากหลายในทุกวัน ยังดีที่หลาย ๆ คอนโดที่พวกผมไปมีการตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนที่จะเข้าไปในบริเวณโครงการ ตัวผมเองก็มีเครื่องวัดอุณหภูมิส่วนตัว”

สุธี คิดว่าเป็นโชคที่เขายังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ “ผมกับลูกน้องก็วิ่งงานกันเยอะกว่าเดิม แต่ก็ดีใจที่ยังมีรายได้กัน”

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านขายยาทั่วประเทศ รวมทั้งในชุมชน มีบทบาทในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของคนทั่วไปในยามที่โรงพยาบาลอาจกลายเป็นสถานที่ที่คนซึ่งยังเจ็บป่วยไม่มาก ไม่ต้องการเดินทางไป

ภญ. ประพาพันธ์ ศรีทอง เจ้าของร้านขายยาแห่งหนึ่งย่านศาลายา บอกบีบีซีไทยว่าช่วงนี้ร้านยาของเธอทำหน้าที่เสมือนคลินิกชุมชนที่มีคนทุกเพศทุกวัยสลับกันเข้ามาทั้งวันไม่ขาดสาย

“หลัก ๆ เลยก็จะมาขอซื้อหน้ากาก ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด ลดไข้ ทางเราก็จะทำการวัดอุณหภูมิและสอบถามถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคโควิด-19 ถ้าอาการเข้าข่ายก็จะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลดีกว่าที่จะซื้อยารับประทานเอง” ประพาพันธ์อธิบาย

“นอกจากยาแล้ว สินค้าประเภทวิตามิน อาหารเสริม และอุปกรณ์ทางการแพทย์เช่นเครื่องวัดอุณหภูมิ และความดัน ก็จะขายดีเป็นพิเศษในช่วงนี้ มีคนที่วิตกกังวลว่าตัวเองติดโรคแล้วหรือเปล่าและเข้ามาขอคำปรึกษา ซึ่งทางเราก็ต้องคอยบอกตลอดว่าอาการเป็นอย่างไร และจำเป็นต้องไปหาหมอหรือยัง โดยเฉพาะลุง ๆ ป้าๆ ที่บางทีก็เรียกเราว่าคุณหมอด้วยซ้ำ เราก็ช่วยให้คำปรึกษาไป ถือเป็นที่พึ่งให้ชุมชน”

คำพูดที่ว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสน่าจะไม่ใช่คำพูดเกินจริง หากพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับบางธุรกิจในขณะนี้

เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยผู้จัดการ บจก.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย บอกบีบีซีไทยว่าจากการประเมินสภาพเศรษฐกิจของสองธุรกิจหลัก คือธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอาหาร ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิว แต่ทั้งสองธุรกิจต่างก็มีการปรับตัวโดยการหันไปหาช่องทางออนไลน์และบริการขนส่งทั้งสินค้าและอาหารกันมากขึ้น

ธุรกิจขาขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงผลพวงไวรัสโคโรนา
คำบรรยายภาพ,ร้านอาหารที่มีหน้าร้านต่างปรับตัวมาให้บริการเดลิเวอรีแทน

“ในฝั่งของธุรกิจค้าปลีก ที่ผ่านมาก็เริ่มหันไปหาช่องทางออนไลน์กันก่อนที่จะเกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดอยู่แล้ว และพอเกิดการแพร่ระบาดแล้วทางผู้ประกอบการก็เร่งที่จะไปทางออนไลน์กันมากขึ้น ส่วนในฝั่งของผู้บริโภคเองก็มีปัจจัยท้าทายในเรื่องของกำลังซื้อ” เกวลินอธิบาย

อย่างไรก็ดี สินค้าที่คนสั่งซื้อทางออนไลน์อาจไม่ใช่สินค้าประเภทอาหารเพราะได้กักตุนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นสินค้าในหมวดสุขภาพ พวกวิตามิน อาหารเสริม สินค้าเกี่ยวกับเด็ก เช่น เสื้อผ้า รวมไปถึงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

ทางศูนย์ฯ คาดการณ์ว่าในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 30 เมษายน มูลค่าการตลาดของการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ น่าจะเพิ่มขึ้น 20 – 30% จากช่วงเวลาปกติ ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินก็จะเพิ่มขึ้นอีก 6,800 ล้านบาท

“ส่วนถ้าเป็นส่วนของร้านอาหาร จริง ๆ แล้วมีการปรับตัวมาในช่องทางของเดลิเวอรี่ (การส่งอาหาร) แต่ส่วนใหญ่คนที่ตอบรับจะเป็นคนรุ่นใหม่ หนุ่มสาวออฟฟิศ แต่พอมาเจอล็อคดาวน์ทำให้ร้านอาหารต้องรีบปรับตัวเพราะตอนนี้ไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานในร้านได้แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร้านอาหารต่าง ๆ ขยับเข้ามาให้บริการส่งอาหารมากยิ่งขึ้น” เกวลินกล่าว

มีการประเมินโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ว่า บริการขนส่งอาหารน่าจะมีการเพิ่มขึ้นประมาณ 35 – 40% จากช่วงเวลาปกติ และถ้าประเมินเป็นเม็ดเงินก็จะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนหลีกเลี่ยงไม่ออกนอกบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ยังไม่อาจชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากการต้องปิดหน้าร้าน

“ถึงแม้ว่าทั้งสองภาคธุรกิจจะสามารถปรับตัวทำรายได้เพิ่มขึ้นมาจากช่องทางออนไลน์ได้มากกว่าปกติเป็นมูลค่ารวมกันที่ 8,000 ล้านบาท แต่ในภาพรวมของทั้งสองธุรกิจพบว่าติดลบอยู่ที่ 72,000 ล้านบาท รายได้ที่เกิดขึ้นจากช่องทางออนไลน์มีหน้าที่เพียงแค่พยุงให้ธุรกิจพอมีรายได้ แต่ในภาพรวมที่เกิดขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภค และการจัดการสถานการณ์ของภาครัฐ ก็ยังมีผลให้ธุรกิจสูญเสียรายได้ไป”

อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวออนไลน์ , epicwin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *