ช็อปปิ้งออนไลน์ทำลายสิ่งแวดล้อม มากกว่า

ช็อปปิ้งออนไลน์ทำลายสิ่งแวดล้อม

ช็อปปิ้งออนไลน์ทำลายสิ่งแวดล้อม รายงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมเคมีอเมริกัน ทำการศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์พบว่า การออกไปซื้อสินค้าที่ห้างหรือร้านค้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าการช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม

ขณะยังเดินช็อปปิ้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือเปล่าคะ? ซึ่งเท่าที่เห็นด้วยตาเปล่าก็ยังมีผู้คนไปเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้ากันมากมาย โดยเฉพาะย่านไหนเป็นย่านชุมชนที่มีรถของบริษัททัวร์มาส่งนักท่องเที่ยวเดินเล่นที่ห้างฯแห่งนั้นแล้วละก็ ห้างสรรพสินค้าที่นี่ถือว่ามีโลเกชั่นที่ดีมากทีเดียว อย่าให้บอกเลยว่าที่ไหนเนอะ เอาเป็นว่า แม้ทุกวันนี้หลายคนหันไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์กันแล้ว ซึ่งก็มีหลายแบรนด์ให้เลือกใช้บริการซะด้วยสิ แต่เราก็ยังเห็นมีผู้คนชอบออกไปเดินนอกบ้านเพื่อจับจ่ายซื้อของกันในวันหยุดสุดสัปดาห์เหมือนเดิม ส่วนจุดมุ่งหมายของการไปเดินในห้างฯก็มีหลายอย่าง

บางทีไปห้างฯ เพราะเป็นจุดนัดพบกับเพื่อนๆ บางครั้งเข้าห้างฯก็เพื่อไปดูภาพยนตร์ เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีโรงภาพยนตร์ในห้างฯเกือบทุกห้างฯแล้วมั้ง บางคนก็ไปเดินรับแอร์ เพราะอยู่บ้านมันร้อนก็ว่ากันไป

ถามว่า คนไปห้างฯวันไหนมากที่สุด? ก็คงเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อะนะ วันธรรมดาคนทั่วไปเดินเข้าห้างฯ อาจเข้าไปเพื่อหาอาหาร, ขนมและเครื่องดื่มอร่อยๆทานก็ได้ การขายสินค้าในห้างฯ ซึ่งถ้าร้านค้านั้นทำอาหารอร่อยด้วยแล้ว รับประกันเลยว่า ยอดขายของทางร้านจะได้สตางค์เยอะอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าร้านไหนทำอาหารไม่ได้เรื่องก็จะไม่ค่อยมีคนเข้า แล้วก็จะเจ๊งไปในที่สุด

ลองถามเพื่อนที่ยังเดินหน้ามุ่งเข้าห้างสรรพสินค้าไปซื้อของว่า ทำไมเธอยังมาใช้บริการในห้างฯอีกล่ะ ในเมื่อสมัยนี้การช็อปปิ้งทางออนไลน์กำลังบูมอย่างมาก และมีการโฆษณาส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้นซะด้วย (อู้ย….เห็นมีการโฆษณาทางทีวีถี่ยิบเชียว) เพื่อนตอบมาคำนึงว่า มันได้เห็นของจริงน่ะสิ, ได้จับต้องสินค้าที่ต้องการ, ได้เลือกสรรจนกว่าลูกค้าจะพอใจในสินค้าตัวนั้น และเมื่อเลือกจนพอใจอยากจะซื้อแล้ว เราก็สามารถจ่ายสตางค์ปุ๊บและได้ของปั๊บไปใช้ในทันที

ตรงข้ามกับการซื้อสินค้าทางออนไลน์ พอเลือกซื้อปุ๊บ เราได้รับของปั๊บซะที่ไหน อย่างน้อยก็ต้องรอสินค้าส่งทางไปรษณีย์ หรือผ่านบริการส่งสินค้าของทางเอกชนของจึงส่งให้ถึงบ้านซึ่งอาจใช้เวลานานหลายวัน จนบางครั้งตอนซื้อนั้นอยากจะได้ใจจะขาดรอนๆ แต่พอสินค้านำมาส่งให้ที่บ้านกลับไม่อยากได้แล้วก็มี อย่างว่าล่ะ คนเราเปลี่ยนใจได้วันละหลายหน

หลังจากมีการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ ก็เริ่มมีคนพูดว่า อีกหน่อยอาจไม่มีห้างฯให้เดินช็อปปิ้งแล้วก็ได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะหันไปซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ก็ได้แต่รับฟังเอาไว้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่มันจะเป็นจริงตามนั้นไหม? คงต้องรอดูกันต่อไป ส่วนการซื้อของทางออนไลน์ไว้มาคุยกันอีกที เพราะหมดพื้นที่แล้ว 

ผลการศึกษาให้เหตุผลว่า การซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค เช่น กระดาษชำระ แชมพู ยาสีฟันที่หน้าร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นจากซุปเปอร์มาร์เกตหรือร้านสะดวกซื้อ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทำลายชั้นบรรยากาศน้อยกว่าการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านจริง

  • 10 ปี “วงใน” สตาร์ทอัพไทยโตไม่หยุด ได้เวลารวม “ไลน์แมน” ชิงตลาดหมื่นล้าน
  • iPhone SE ตัวช่วยแอปเปิลปั้นรายได้พุ่งทะลุ 1.8 ล้านล้านบาท
  • หัวเว่ยชนะซัมซุง กวาดยอดขายสมาร์ทโฟน 55.8 ล้านเครื่อง

เนื่องด้วยพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของผู้คน มักเป็นการซื้อของไม่กี่ชิ้น ขณะที่การออกไปช็อปปิ้งตามห้างหรือซุปเปอร์มาร์เกต ส่วนใหญ่เป็นการซื้อของจำนวนมากต่อครั้ง

พอซื้อสินค้าทีละเล็กละน้อย แต่ต้องใช้การขนส่ง รวมทั้งส่วนใหญ่เป็นการส่งสินค้าจากช่องทางจำหน่ายหลากหลาย จึงกลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาล นอกจากนั้นสินค้าออนไลน์ยังสิ้นเปลือง แพ็กเกจจิ้ง สร้างขยะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นกล่อง พลาสติก หีบห่อต่างๆ

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ทีมวิจัยได้ศึกษากระบวนการขนส่งสินค้า ตั้งแต่โรงงานไปจนถึงมือผู้บริโภค โดยโฟกัสที่ช่องทางจำหน่ายจนถึงมือลูกค้า วิเคราะห์การถ่ายโอนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Carbon Footprint) ดูปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ แล้วคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์

โดยศึกษาใน 3 ช่องทาง ได้แก่ การซื้อผ่านหน้าร้านค้า, การซื้อผ่านร้านที่มีหน้าร้านแต่เป็นการซื้อออนไลน์ ตลอดจนการซื้อออนไลน์จากร้านหรือผู้ค้าที่ไม่มีหน้าร้าน เป็นร้านออนไลน์ สมบูรณ์แบบ

ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าจะต้องซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์หรือซื้อตามห้าง หากมีดีลที่ถูกใจ ช็อปสะดวกในจังหวะที่ใช่ ลูกค้าก็พร้อมที่จะช็อปได้เสมอ ไม่ได้รอว่าต้องไปซื้อถึงร้านค้า หรือกลับไปซื้อทางเว็บไซต์ คำว่า “Omnichannel” อาจไม่มีความหมายกับลูกค้ามากนัก แต่กลับเป็นสิ่งที่แบรนด์และห้างร้านต่างต้องนำมาปรับใช้ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้คนที่ต้องการ ช็อปได้ทุกที่ ทุกเวลา จากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการช็อปออนไลน์จากหน้าทีวี ในรถไฟฟ้า ในที่ทำงานหรือแม้ขณะกำลังเดินเลือกชมสินค้าในห้าง รวมถึงการช็อปออฟไลน์ที่ศูนย์การค้าหลังจากที่ได้เลือกสินค้านั้นแล้วจากออนไลน์ ดังนั้นการช็อปของผู้คนในปัจจุบันจึงยากจะแบ่งขอบเขตว่าเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ได้ชัดเจน แต่กลับถูกขมวดรวมเป็นประสบการณ์การช็อปที่ต้องไม่ขาดช่วงและพร้อมต่อการจับจ่ายในทุกจังหวะ (Omnichannel)

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย ปี 2558 อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 อาจสูงถึง 2.2 ล้านบาท ทำให้ห้างร้านและแบรนด์ต่างต้องปรับกลยุทธ์ดิจิทัลให้เก็บเกี่ยวสัดส่วนการขายผ่านดิจิทัลให้มากที่สุด เมื่อซิตี้แบงก์ระบุว่าการชำระเงิน และโอนเงินผ่านออนไลน์ของไทยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 36% คิดเป็นมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาทจึงกระตุ้นให้ธุรกิจต่างต้องขยายโอกาสสู่ออนไลน์ให้ครอบคลุมที่สุด

ช็อปปิ้งออนไลน์ทำลายสิ่งแวดล้อม ผลปรากฏว่า ในอังกฤษการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านผู้ค้าที่มีหน้าร้าน มีอัตราปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุด รองลงมาเป็นการซื้อจากร้านที่มีหน้าร้าน และที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคือการซื้อจากร้านที่ให้บริการออนไลน์เพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกา การซื้อสินค้าจากร้านที่อยู่บนโลกออนไลน์อย่างเดียว มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยค้นพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภค, ระบบขนส่ง และความนิยมในการใช้รถยนต์ เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ซีเอ็นเอ็นตามไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของวอลล์มาร์ท ห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสาขาในสหรัฐอเมริกามากกว่า 4,700 สาขา ซึ่งให้บริการแบบ Omni Channel คือครอบคลุมทุกช่องทางที่ลูกค้าต้องการ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ โดยถามว่าช่องทางจำหน่ายแบบไหนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม วอลล์มาร์ทไม่สามารถให้คำตอบได้ โดยระบุไม่มีเงื่อนไขตายตัว แล้วแต่พฤติกรรมของลูกค้าในช่วงเวลานั้นๆ

ด้านอเมซอน ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด ประกาศชัดเจนว่า จะใช้รถไฟฟ้าเพื่อส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในปีหน้า โดยขณะนี้สั่งซื้อรถไฟฟ้าแล้ว 100,000 คัน และจะเริ่มนำรถ 10,000 คันแรกมาให้บริการก่อน และจะนำ มาทดแทนยานพาหนะ แบบเก่าทั้งหมดภายในปี 2573.

อ่านข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวช้อปปิ้งออนไลน์2020 , epicwin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *