สิงคโปร์ ผงาดแซงหน้าชาติยุโรป ประเทศที่มีความพร้อมต่อรถไร้คนขับมากที่สุด

สิงคโปร์

สิงคโปร์ ขึ้นอันดับหนึ่งด้านความพร้อมใช้ยานยนต์ไร้คนขับในช่วงที่ความต้องการใช้ยานยนต์ไร้คนขับสูงขึ้นจากพิษโควิด-19

งานวิจัยของเคพีเอ็มจีด้านดัชนีชี้วัดความพร้อมใช้ยานยนต์ไร้คนขับ (KPMG Autonomous Vehicles Readiness Index – AVRI) ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่ากระแสการประชาสัมพันธ์ยานยนต์ไร้คนขับจะลดน้อยลงแต่ความก้าวหน้ากลับมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องได้มุ่งเน้นความสำคัญไปในด้านกฎหมาย/กฎระเบียบในการรองรับ และการยอมรับทางสังคม ทั้งนี้จากในปัจจุบันที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ความต้องการด้านคมนาคมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และการมุ่งเน้นด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอาจเป็นปัจจัยเร่งให้ทั่วโลกเกิดการพัฒนา และใช้ยานยนต์ไร้คนขับอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

งานวิจัย 2020 KPMG AVRI ครั้งที่ 3 นี้ ได้มีการประเมินความก้าวหน้าของ 30 ประเทศและเขตปกครองในการปรับใช้และพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ซึ่งงานวิจัยได้พบว่าส่วนใหญ่มีความพร้อมเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา

“เราเริ่มเห็นศักยภาพในการพลิกโฉมด้านต่างๆ จากเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ” ริชาร์ด เธรลฟอลล์ ประธานฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “การพัฒนายานยนต์ไร้คนขับให้เกิดความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมีความก้าวหน้ามากขึ้น ในอนาคตยานยนต์ไร้คนขับสามารถมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยกตัวอย่างเช่น การใช้มินิบัสไร้คนขับเพื่อการขนส่งสาธารณะซึ่งสามารถให้บริการได้ตามความต้องการของผู้โดยสาร (on-demand) เพื่อสนับสนุนต่อมาตรการ social distancing หรือการใช้ยานยนต์ไร้คนขับในการขนส่งสินค้าเพื่องดการติดต่อระหว่างผู้ส่งและผู้รับ (contactless delivery) เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในการนำยานยนต์ไร้คนขับมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคนั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนา และการปรับใช้ยานยนต์ไร้คนขับของแต่ละประเทศและเขตการปกครอง

ดัชนี AVRI มีการประเมินประเทศและเขตการปกครองด้วย 28 หัวข้อชี้วัด เพื่อดูความพร้อมและพัฒนาการในการใช้และสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไร้คนขับ หัวข้อชี้วัดเหล่านี้ถูกจัดอยู่ภายใต้ 4 ด้านหลัก คือ 1) นโยบายและกฎหมาย 2) เทคโนโลยีและนวัตกรรม 3) โครงสร้างพื้นฐาน 4) การยอมรับของผู้บริโภค

อันดับประเทศและเขคปกครองในด้านความพร้อมสำหรับยานยนต์ไร้คนขับ

จากดัชนี AVRI นั้น ประเทศและเขตปกครองที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความพร้อมด้านยานยนต์ไร้คนขับได้มากที่สุดคือ

1. สิงคโปร์ 6. สวีเดน

2. เนเธอร์แลนด์ 7. เกาหลีใต้

3. นอร์เวย์ 8. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

4. สหรัฐอเมริกา 9. สหราชอาณาจักร

5. ฟินแลนด์10. เดนมาร์ก

โดยรวมแล้ว ดัชนี 2020 AVRI ชี้ให้เห็นว่าประเทศและเขตปกครองส่วนใหญ่มีการพัฒนาความพร้อมในการใช้ยานยนต์ไร้คนขับ โดยที่ 17 ใน 25 ประเทศและเขตปกครองที่ได้ถูกวิจัยในครั้งที่แล้วได้คะแนนค่าชี้วัดเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการพัฒนาด้านการทดลองใช้และสถานที่ทดลองยานยนต์ไร้คนขับ โดยพบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งหมด 30 ประเทศและเขตการปกครองในงานวิจัยครั้งนี้ ได้มีการกำหนดสถานที่ที่ได้รับอนุญาตในการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับโดยเฉพาะ

สิงคโปร์

ในปีนี้สิงคโปร์เฉือนชนะเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นแชมป์สองสมัยในสองปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมาสิงคโปร์ได้มีมาตรการหลายด้านในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไร้คนขับ โดยในปัจจุบันสิงคโปร์ได้มีการออกมาตรฐานระดับประเทศสำหรับการใช้รถยนต์ไร้คนขับ และยังอนุญาตให้มีการทดสอบการใช้ยานยนต์ไร้คนขับได้บนท้องถนนถึง 1 ใน 10 ของถนนสาธารณะทั้งหมดของประเทศ

ทั้งสิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์ต่างเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicles – EVs) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำร่องของยานยนต์ไร้คนขับ สิงคโปร์วางแผนที่จะเพิ่มปริมาณสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าจาก 1,600 สถานี เป็น 28,000 สถานีภายในปี 2573 ส่วนเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีสถานีชาร์ยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดต่อจำนวนประชากร นอกจากนี้นอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้นำของโลกในด้านการใช้ EVs ได้มีการทดลองใช้ยานยนต์ไร้คนขับอย่างกว้างขวาง โดยมีการใช้รถบัสไร้คนขับในเส้นทางรถบัส 3 สายในกรุงออสโล

สหรัฐอเมริกามีจุดเด่นคือเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทด้านยานยนต์ไร้คนขับถึง 420 บริษัทด้วยกัน ซึ่งนับเป็น 44% ของบริษัทด้านยานยนต์ไร้คนขับ โดยครอบคลุมทั้งบริษัทเทคโนโลยี เช่น Waymo ของ Google และบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไร้คนขับ เช่น General Motors และ Ford เป็นต้น

เกาหลีใต้มีการพัฒนาด้านความพร้อมด้านยานยนต์ไร้คนขับมากที่สุดในปีที่ผ่านมา โดยไต่อันดับขึ้นมา 6 ขั้นด้วยกัน ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้เกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 7 เกาหลีใต้ได้มีการประกาศยุทธศาสตร์ระดับประเทศด้านยานยนต์ไร้คนขับในเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนถึง 3 ใน 4 ในขณะเดียวกันไต้หวันเพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็นครั้งแรก และอยู่ในอันดับที่ 13 ของดัชนีชี้วัดในครั้งนี้

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดในด้านยานยนต์ไร้คนขับ โดยมีถึง 8 ประเทศและเขตปกครองในภูมิภาคที่ได้รับการจัดอันดับในดัชนีการชี้วัดครั้งนี้ “เราได้เห็นหลายท้องที่เปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับและได้รับการยอมรับมากขึ้นจากผู้กำหนดนโยบาย สังคม และนักวิจัย รวมไปถึงภาคธุรกิจ” ชาราด โซมานี่ ประธานฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เคพีเอ็มจี เอเชียแปซิฟิก กล่าว “จีนและอินเดียได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาในหลายๆ ด้านที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การใช้ยานยนต์ไร้คนขับและ EVs นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับรัฐบาลที่ต้องการจะปรับเปลี่ยนเมืองให้เป็น Smart City โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากขึ้น”

อ่านข่าวอื่นๆได้ที่ : EPICWIN , รถมอเตอร์ไซต์ , PG SLOT , MOTOR SHOW 2020 , บทความสล็อต SLOT

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *